#โพรไบโอติก #แล็กโทบาซิลลัส #รียูเทอรี DSM17938

โพรไบโอติก (Probiotic) ช่วยอะไร เราบ้าง?

ก่อนหน้านี้เราได้ทำความรู้จักจุลินทรีย์กันไปแล้ว เชื่อว่าหลายคนคงเริ่มสนใจจุลินทรีย์ที่ดี โดยเฉพาะ “จุลินทรีย์สุขภาพ” หรืออีกชื่อหนึ่งคือ “โพรไบโอติก” บางคนอาจเรียกว่า “โปรไบโอติก” โดยในปัจจุบันกำลังเป็นที่นิยมอย่างมากในรูปแบบผลิตภัณฑ์เสริมอาหารโพรไบโอติกซึ่งถูกใช้อย่างแพร่หลาย ยิ่งไปกว่านั้นในทางการแพทย์ ได้มีการศึกษาจำนวนมากและเริ่มนำมาใช้ในการรักษาจริง พร้อมทั้งแนะนำว่า ก่อนนำโพรไบโอติกมาใช้ ควรศึกษาและเลือกให้ถูก เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี คุ้มค่าและปลอดภัยกับการซื้อหามารับประทานเนื่องจาก
“โพรไบโอติกแต่ละสายพันธุ์ไม่ได้ออกฤทธิ์หรือให้ผลเหมือนกัน”

การเลือกใช้โพรไบโอติก (Probiotic) ต้องพิจารณาอะไรบ้าง?:

โพรไบโอติก (Probiotic) คือจุลินทรีย์ที่มีชีวิต หากได้รับในปริมาณที่เหมาะสมจะเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ปัจจุบันมีการค้นพบ จุลินทรีย์หลายชนิดที่มีคุณสมบัติที่ดีและให้ประโยชน์ในทาง การแพทย์และการดูแลสุขภาพของเราให้ดีขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ได้มีเกณฑ์การเลือกใช้โพรไบโอติกเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อร่างกายสูงสุด ดังนี้

1

ต้องเลือกสายพันธุ์ที่เฉพาะเจาะจงกับแต่ละโรคตามข้อมูลการศึกษาทางการแพทย์

เนื่องจากโพรไบโอติกแต่ละสายพันธุ์มีฤทธิ์ที่เป็นประโยชน์และมีความจำเพาะเจาะจงต่อการนำมาป้องกันและรักษาโรคที่แตกต่างกัน

2

ต้องได้รับโพรไบโอติกในปริมาณหรือขนาดที่เหมาะสมตามคำแนะนำสำหรับแต่ละโรค

เนื่องจากอาจทำให้ไม่ได้ประสิทธิภาพหากได้รับในปริมาณต่ำกว่าคำแนะนำ

3

ต้องเลือกใช้สายพันธุ์ที่เฉพาะเจาะจงกับผู้ป่วยในแต่ละช่วงอายุ

โดยต้องมีการศึกษาทางการแพทย์รองรับ เนื่องจากในแต่ละช่วงวัยมีการเปลี่ยนแปลงของจุลินทรีย์ในร่างกายแตกต่างกัน จึงอาจตอบสนองต่อการรักษาด้วยโพรไบโอติกที่แตกต่างกัน แม้โพรไบโอติกจะสามารถรับประทานได้ทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ และผู้สูงอายุก็ตาม

4

ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มั่นใจในคุณภาพ

โดยเลือกจากบริษัทที่ได้มาตรฐาน หรือมีกระบวนการผลิตที่ดี เพื่อลดความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนและเสี่ยงต่อการได้รับชนิดหรือปริมาณของจุลินทรีย์ในผลิตภัณฑ์ที่ไม่ตรงตามที่ระบุในฉลาก

สายพันธุ์ ความสำคัญ และหลักการอ่านชื่อ

โพรไบโอติกมีมากมายหลากหลายชนิด เราต้องระบุให้ชัดเจนว่าต้องการชนิดไหน การอ่านชื่อโพรไบโอติกมีหลักการง่ายๆ 3 คำ คือ ชื่อจีนัส สปีชีร์ และชื่อสายพันธุ์

ยกตัวอย่าง เช่น

แล็กโทบาซิลลัส

ชื่อจีนัส

รียูเทอรี

ชื่อสปีชีร์

DSM17938

ชื่อสายพันธุ์

คำว่า แล็กโทบาซิลลัส คือ ชื่อจีนัส ถ้าเปรียบเทียบกับคน เสมือนบอกว่าเป็นคนไทย แต่ก็ยังไม่รู้ว่าเป็นใครใน 60 กว่าล้านคน หากรู้แค่ชื่อนี้ก็ยังระบุไม่ถูกว่าตกลงจะเลือกใคร
คำว่า รียูเทอรี คือ ชื่อสปีชีร์ ถ้าเปรียบเทียบกับคน เสมือนบอกว่านามสกุลอะไร แต่คนที่ใช้นามสกุลเดียวกันก็มีตั้งหลายคน
คำว่า DSM17938 คือ ชื่อสายพันธุ์ เสมือนบอกว่าชื่ออะไร ซึ่งจะมีความจำเพาะมากขึ้น

ดังนั้นหากนำทั้ง 3 คำนี้มาเขียนรวมกัน จึงเป็นการระบุได้ชัดเจนว่าเราต้องการโพรไบโอติกชนิดไหนสายพันธุ์อะไร เป็นชนิดและสายพันธุ์ที่เราต้องการหรือไม่ เพื่อนำมาใช้ในการรักษาหรือป้องกันโรคที่จำเพาะเจาะจงได้นั่นเอง

โพรไบโอติกเพื่อเสริม
ภูมิคุ้มกันและป้องกัน
โรคติดเชื้อ

เนื่องจากโพรไบโอติกทุกสายพันธุ์ไม่ได้ออกฤทธิ์หรือให้ประโยชน์ที่เหมือนกัน ทางการแพทย์เรียกว่า “Strain specificity” หมายความว่า แต่ละตัว ออกฤทธิ์แตกต่างกัน ดังนั้นเราจึงต้องพิจารณาเพื่อยืนยันเลือกใช้ชนิด สายพันธุ์ และมีฤทธิ์ในการเสริมภูมิคุ้มกันป้องกันโรคติดเชื้อ ทำได้โดยอ้างอิงจากการศึกษาทางการแพทย์เท่านั้น นอกจากนี้ โพรไบโอติกยังมีบทบาทสำคัญทางภูมิคุ้มกัน ทั้งทางเดินอาหารและทางเดินหายใจ (Gut-Lung-Microbiome Axis) พบว่า “จุลินทรีย์ที่ดีในระบบทางเดินอาหารส่งผลต่อภูมิคุ้มกันที่ดีและป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจของเราได้!” เนื่องจากโพรไบโอติกบางสายพันธุ์ มีการสร้างสารบางชนิดที่กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันซึ่งมีส่วนช่วยในระบบทางเดินหายใจ พบว่าการรับประทานโพรไบโอติกบางสายพันธุ์ช่วยลดการเกิดโรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจได้ด้วย

บทสรุป

ดังนั้นเราจึง ต้องเลือกชนิดและสายพันธุ์ของโพรไบโอติก ให้ตรงกับความเหมาะสมต่อการรักษาและป้องกันการติดเชื้อก่อโรคทั้งในระบบทางเดินอาหารและทางเดินหายใจเพื่อผลลัพธ์และความคุ้มค่าสูงสุด

เอกสารอ้างอิง:

(1) World Gastroenterology Organisation. World gastroenterology organisation global guidelines: probiotics and prebiotics. February 2017; 1-35.

(2) Tanvi Shinde.et.al. Microbiota Modulating Nutritional Approaches to Countering the Effects of Viral Respiratory Infections Including SARS-CoV-2 through Promoting Metabolic and Immune Fitness with Probiotics and Plant Bioactives. Microorganisms 2020, 8, 921; doi:10.3390/microorganisms8060921